หน้าหลัก >> บทความสาระสุขภาพ
โรคภูมิแพ้ allergy
วันที่ 2015-08-11

เป็นโรคที่เกิดจากร่างกายของผู้ป่วย มีปฏิกริยาตอบสนองต่อ “สารก่อภูมิแพ้” มากกว่าคนปกติ ทำให้เกิดอาการภูมิแพ้ต่าง ๆ ได้หลายระบบ ที่พบบ่อย ได้แก่

~ โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ หรือโรคแพ้อากาศ มีอาการจาม คัดแน่นจมูก คันในจมูก เป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรัง น้้ามูกใสไหล มี เสมหะในคอ โรคแทรกซ้อนที่พบบ่อย ได้แก่ ไซนัสอักเสบ
~ โรคหอบหืด ผู้ป่วยจะมีอาการไอ หายใจหอบ แน่นหน้าอก หายใจเสียงวี้ด อาจเหนื่อยหอบเวลาออกก้าลังกาย
~ ผื่นภูมิแพ้ทางผิวหนัง มีผื่นคัน ผิวหนังแห้ง แดง เรื้อรัง มักพบมากบริเวณ หน้า ล้าตัว ข้อพับ มีผื่นคันเวลาสัมผัสกับสารบางอย่าง เช่น ผงซักฟอก เครื่องสำอาง
~ อาการอื่นที่พบได้ เช่น คันตา น้้าตาไหล ผื่นคันหรือลมพิษ หลังรับประทานอาหารบางอย่าง ถูกแมลงต่อย แล้วบวมมากหรือเป็นลมพิษ
 
สาเหตุของโรคภูมิแพ้
เกิดจากกรรมพันธุ์ และสิ่งแวดล้อม
 
สารก่อภูมิแพ้
ที่พบบ่อย ได้แก่
° ฝุ่นบ้าน ไรฝุ่น แมลงสาบ ขนและรังแคของสัตว์เลี้ยง นุ่น ควันบุหรี่ เชื้อรา หญ้า และเกสรพืช อาหารทะเล เป็นต้น  ในเด็กสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดอาการของโรคภูมิแพ้ ได้บ่อย ได้แก่ การติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ

 ***ไรฝุ่น เป็นสารก่อภูมิแพ้ที่ผู้ป่วยแพ้บ่อยที่สุด ทั้งในเด็ก และผู้ใหญ่ โดยทั่วไปการก้าจัดไรฝุ่นทำได้ไม่ง่ายนัก

ไรฝุ่น พบมากในห้องนอน ที่นอน หมอน หมอนข้าง ปลอกหมอน และผ้าห่ม รวมทั้งของเล่นที่อ่อนนุ่มบรรจุอยู่ภายในหรือมีขน จึงควรทำความสะอาดเครื่องนอนและของเล่นอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง โดยแช่น้้าร้อนกว่า 55 องศาเซลเซียส นาน 30 นาที ส่วนการตากแดดได้ผลไม่ดีนัก การคลุมที่นอน หมอนและผ้าห่มด้วยผ้ากันไรฝุ่น จัดว่าเป็นการป้องกันที่ได้ผลดีอีกวิธีหนึ่ง

การวินิจฉัยโรคภูมิแพ้

Ø ประวัติ เป็นสิ่งส้าคัญที่สุด จะช่วยบ่งชี้ว่าเป็นโรคภูมิแพ้ หรือไม่ รวมทั้งประวัติโรคภูมิแพ้ในครอบครัว จะช่วยสนับสนุน
Ø การตรวจร่างกาย อย่างละเอียด
Ø การตรวจทางห้องปฏิบัติการ เป็นการช่วยสนับสนุนและวินิจฉัยแยกโรค
Ø การตรวจพิเศษ เช่น การทดสอบทางผิวหนัง การตรวจสมรรถภาพของปอด
 
แนวทางการรักษาโรคภูมิแพ้
- หลีกเลี่ยงจากสารก่อภูมิแพ้ เป็นวิธีที่ส้าคัญที่สุด จะทราบว่าแพ้อะไร จากประวัติ และการทดสอบทางผิวหนัง
- การใช้ยา เพื่อบรรเทาอาการที่เกิด ทั้งยากิน ยาพ่นจมูก ยาพ่นขยายหลอดลม ยาพ่นกันหอบ ยาทาผื่นผิวหนัง ซึ่งควรใช้ตามแพทย์สั่ง ไม่ควรใช้ยาเอง เพราะยาบางอย่างอาจมีผลข้างเคียงตามมาได้
- การสร้างภูมิต้านทาน โดยการฉีดสารสกัดจากสารก่อภูมิแพ้และค่อย ๆ เพิ่มปริมาณ จนผู้ป่วยมีภูมิต้านทานต่อสารนั้น
 
ผู้ป่วยจะมีโอกาสหายจาก    โรคภูมิแพ้ได้หรือไม่ ...........???
อาการของโรคนี้หายได้ถ้าได้รับการรักษาที่ถูกต้องร่วมกับการหลีกเลี่ยงจากสารที่แพ้ อัตราหายจากอาการของโรคภูมิแพ้อาจสูงถึง 75-80 % ทั้งนี้ขึ้นกับชนิดของโรค ความรุนแรงและระยะเวลา ตั้งแต่เริ่มเป็นจนเริ่มรักษา
 
การป้องกันโรคภูมิแพ้
 
ถ้าท่านหรือบุตรของท่านเป็นอาการของโรคนี้หายได้ถ้าได้รับการรักษาที่ถูกต้องร่วมกับการหลีกเลี่ยงจากสารที่แพ้ อัตราหายจากอาการของโรคภูมิแพ้อาจสูงถึง 75-80 % ทั้งนี้ขึ้นกับชนิดของโรค ความรุนแรงและระยะเวลา ตั้งแต่เริ่มเป็นจนเริ่มรักษา
 
การป้องกันโรคภูมิแพ้
ถ้าท่านหรือบุตรของท่านเป็นโรคภูมิแพ้ โอกาสที่บุตรคนต่อไปจะเป็นโรคภูมิแพ้ จะสูงกว่าในเด็กทารกทั่วไปมาก การดูแลป้องกันโรคภูมิแพ้ ควรเริ่มทำตั้งแต่ขณะตั้งครรภ์และทำต่อมาจนหลัง คลอด ดังนั้นท่านควรจะปรึกษาแพทย์เสียแต่เนิ่น ๆ เพื่อทำการป้องกันโรคภูมิแพ้ที่จะเกิดกับลูกน้อยคนใหม่ของท่าน
 
ข้อควรปฏิบัติในผู้ป่วยโรคภูมิแพ้
-  พยายามหลีกเลี่ยงสารที่แพ้ เช่น แพ้ฝุ่นก็ควรหลีกเลี่ยงฝุ่น
   *  ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้โดยเฉพาะโรคหืดและแพ้อากาศ ควรพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่ระคายเคืองระบบการหายใจ เช่น ควันบุหรี่ ควันไฟ ยาฉีดฆ่าแมลง การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิและความชื้น
-  ควรใช้ยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ไม่ควรซื้อยาใช้เอง และควรมาพบแพทย์อย่าง
    สม่ำเสมอ
-  ออกกาลังกาย ทำได้ตามความเหมาะสมของผู้ป่วยนั้น ควรทำอย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรหักโหม      ในกรณีที่หอบ หลัง หรือขณะออกก้าลังกาย อาจช่วยโดยการให้ยาขยายหลอดลมป้องกัน        ก่อนการออกกำลังกาย การว่ายน้้าจะ ดีกว่าออกกำลังกายอย่างอื่น
-  ผู้ป่วยโรคหอบหืดควรทำการฝึกหายใจ เมื่อเริ่มมีอาการหายใจลำบากหรือมีอาการหอบเล็ก        น้อย ควรจะหายใจเข้าตามปกติและหายใจออกทางปากช้า ๆ โดยค่อย ๆ เป่าลมออกจากปอด    ทีละน้อย
-  ควรทำจิตใจให้สบาย หลีกเลี่ยงความเครียด กังวลหรือโมโห เพราะอาจจะกระตุ้นให้หอบได้
-   ควรดำรงชีวิตและมีอาชีพตามปกติ ตราบใดที่อาชีพนั้นไม่ได้ เป็นสาเหตุของโรคหืด
 
การจัดที่อยู่อาศัยของผู้ป่วยภูมิแพ้
 
ห้องนอน เป็นห้องที่ส้าคัญเพราะ เป็นห้องที่จะต้องอยู่นานที่สุด
-  ควรมีของน้อยที่สุดเท่าที่จ้าเป็น ไม่ควรใช้เป็นห้องเก็บของหรือหนังสือ และไม่ควรปูพรม
-  ควรทำความสะอาดห้องทุกวัน โดยดูดฝุ่นและใช้ผ้าชุบ น้้าหมาด ๆ เช็ด
-  เครื่องนอน ควรชักด้วยน้้าร้อน ใช้ผ้าคลุมกันไรฝุ่น
-  ที่นอน หมอน หมอนข้าง และผ้าห่ม ควรทำความสะอาด และนำมาผึ่งแดดบ่อย ๆ
-  ผ้าม่านและผ้าปูที่นอน ควรซักบ่อย ๆ อย่างน้อยทุกสัปดาห์ อาจใช้มูลี่แทนม่าน
-  ห้องนอนควรมีอากาศถ่ายเทได้ดี แม้จะใช้เครื่องปรับอากาศ ก็ควรจะเปิดหน้าต่าง เมื่อเลิกใช้    งานเพื่อให้อากาศถ่ายเทได้
-  เครื่องปรับอากาศ ควรหมั่นทำความสะอาดบ่อย ๆ
-  ผู้ป่วยควรเลี่ยงจากการทำความสะอาดบ้าน แต่ถ้าจำเป็นต้องทำเองก็ทำได้ โดยใส่หน้ากาก      หนา ๆ กันฝุ่น
-   ของเด็กเล่น ควรเป็นพลาสติกที่ทำความสะอาดได้ง่าย ไม่ควรเล่นของเล่นที่มีส่วนประกอบ      เป็น ส้าลี และ นุ่น
- ในบ้านไม่ควรมีที่เก็บของอับชื้น หรือปลูกต้นไม้ในบ้าน เพราะราและฝุ่นจะจับได้ง่าย
-  อาหาร ควรเก็บให้มิดชิด เพื่อป้องกันหนูและแมลงสาบ
- ไม่ควรเลี้ยงสัตว์มีขน เพราะ รังแค ปัสสาวะหรือน้้าลาย อาจ ท้าให้แพ้ได้ ถ้าจ้าเป็นต้องเลี้ยง      ควรให้อยู่เฉพาะ บริเวณภายนอกบ้านและอาบน้้าทุกสัปดาห์ ซึ่งจะช่วยลดสารก่อภูมิแพ้ได้